วัดกระแสอย่างปลอดภัย
เป้าหมาย
หัวข้อที่มีชื่อว่า “เป้าหมาย”เมื่อจบบทเรียนนี้ คุณจะ
- วัดกระแสของหลอด LED หนึ่งดวงโดยต่อมัลติมิเตอร์อนุกรมและใช้ช่องเสียบที่ถูกต้อง
- อธิบายว่าทำไมการต่อมัลติมิเตอร์ในโหมดวัดกระแสคร่อมแหล่งจ่ายจึงอันตราย
- เทียบกระแสที่วัดได้กับค่าที่คำนวณจากกฎของโอห์ม และอธิบายความต่าง
ก่อนเริ่ม
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ก่อนเริ่ม”- ผ่านบทเรียน วัดแรงดันและความต่อเนื่อง และคำนวณตัวต้านทานของ LED ได้ (บทเรียน ชิ้นส่วนพื้นฐาน)
- สำหรับแล็บ: หลอด LED สีแดง ตัวต้านทาน 270 Ω (หรือ 330 Ω) และ 1 kΩ เบรดบอร์ด สายจัมเปอร์ มัลติมิเตอร์ที่มีช่อง mA และบอร์ด
- เปิดคู่มือมิเตอร์ของคุณ หาหน้าสเปกของโหมดกระแส จดค่าฟิวส์ของช่อง mA และช่อง A และถ้ามี ค่า burden voltage
ความปลอดภัย สิ่งที่ทำให้มัลติมิเตอร์เสียบ่อยที่สุดคือ ลืมย้ายสายแดงกลับจากช่อง mA หรือ A แล้วเอาไปวัดแรงดัน ตั้งกฎกับตัวเองตั้งแต่วันนี้ วัดกระแสเสร็จ ย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ ทันที ก่อนทำอย่างอื่น
ดูของจริงก่อน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ดูของจริงก่อน”หันมิเตอร์ด้านหลังหรือเปิดฝาช่องแบตเตอรี่ (บางรุ่นเห็นฟิวส์ได้โดยไม่ต้องขันน็อตมาก) ดูว่าฟิวส์มีกี่ตัวและเขียนค่าอะไรไว้ ช่อง mA มักมีฟิวส์ขนาดเล็กหลายร้อยมิลลิแอมแปร์ ช่อง 10A มักมีฟิวส์ใหญ่แยก หรือบางรุ่นราคาถูกไม่มีฟิวส์ที่ช่องนี้เลย
ฟิวส์เหล่านี้มีไว้เพื่อสถานการณ์เดียว คือเมื่อคนต่อมิเตอร์ในโหมดกระแสผิดวิธี ทำไมโหมดนี้จึงอันตรายกว่าโหมดอื่น คำตอบอยู่ในหัวข้อที่ 2
1. วัดกระแสต้องต่ออนุกรม
หัวข้อที่มีชื่อว่า “1. วัดกระแสต้องต่ออนุกรม”กระแสคือปริมาณประจุที่ไหลผ่านจุดหนึ่ง จะวัดได้ก็ต้องให้กระแสทั้งหมด ไหลผ่านตัวมิเตอร์ แปลว่าต้องตัดวงจรออกหนึ่งจุด แล้วให้มิเตอร์เป็นสะพานเชื่อมจุดที่ตัด
ขั้นตอนที่ปลอดภัย
- ปิดไฟ
- ย้ายสายแดงไปช่อง mA (กระแสไม่เกินค่าฟิวส์ของช่องนี้) หรือช่อง 10A (กระแสมากกว่านั้น ใช้ได้ในเวลาจำกัดตามคู่มือ) หมุนปุ่มไปโหมดกระแสไฟตรง
- ถ้าไม่รู้ว่ากระแสจะเป็นเท่าไร เริ่มจากช่องและย่านที่ใหญ่ที่สุดก่อน แล้วลดลง
- ตัดวงจรหนึ่งจุด ต่อมิเตอร์เข้าไปแทน (สายแดงฝั่งที่กระแสไหลเข้า สายดำฝั่งที่กระแสไหลออก)
- เปิดไฟ อ่านค่า
- ปิดไฟ ถอดมิเตอร์ ต่อวงจรคืน ย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ
ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า: วัดแรงดันคร่อมตัวต้านทาน ถ้าในวงจรมีตัวต้านทานที่รู้ค่าอยู่แล้ว วัดแรงดันคร่อมมันแล้วใช้กฎของโอห์ม I = V_R / R ไม่ต้องตัดวงจร ไม่ต้องย้ายสาย และไม่มีทางทำฟิวส์ขาด เช่น วัดได้ 0.47 V คร่อม 100 Ω แปลว่ากระแส 4.7 mA งานอุตสาหกรรมจึงนิยมใส่ ตัวต้านทานสำหรับวัดกระแส (shunt resistor) ค่าต่ำ ๆ ไว้ในวงจรตั้งแต่ออกแบบ
กระแสของ LED บนบอร์ด ตัดลายวงจรบนบอร์ดเพื่อต่อมิเตอร์อนุกรมไม่ได้ ถ้าแผนผังบอกค่าตัวต้านทานที่ต่อกับ LED และขาของมันเข้าถึงได้ ใช้วิธีวัดแรงดันคร่อมแทน ส่วนกระแสของทั้งบอร์ด ให้ใช้เครื่องวัดกระแสแบบเสียบคั่นสาย USB ซึ่งออกแบบมาเพื่องานนี้ แทนการตัดสาย USB
2. ทำไมโหมดกระแสอันตราย
หัวข้อที่มีชื่อว่า “2. ทำไมโหมดกระแสอันตราย”ในโหมดกระแส ภายในมิเตอร์คือตัวต้านทานค่าต่ำมาก (shunt) ที่ออกแบบให้กระแสไหลผ่านได้สะดวก และวัดแรงดันเล็ก ๆ ที่ตกคร่อมมัน ช่อง mA อาจมีความต้านทานรวมไม่กี่โอห์ม ช่อง 10A อาจเหลือเพียงราวหนึ่งในร้อยโอห์ม มิเตอร์ในโหมดกระแสจึงแทบเป็นสายไฟเส้นหนึ่ง
ลองดูว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าเอาสายวัดในโหมดกระแสไปแตะคร่อมแหล่งจ่ายเหมือนตอนวัดแรงดัน (ความต้านทานภายในเป็นค่าสมมุติเพื่อเห็นขนาด)
| สถานการณ์ | กระแสที่อยากไหล | ผล |
|---|---|---|
| ช่อง mA (สมมุติ 5 Ω) คร่อมไฟ 3.3 V | 3.3 V / 5 Ω = 0.66 A | เกินฟิวส์หลายร้อย mA ฟิวส์ขาด |
| ช่อง 10A (สมมุติ 0.01 Ω) คร่อมแบตเตอรี่ลิเทียม 3.7 V | ถูกจำกัดด้วยความต้านทานภายในของแบตเตอรี่เท่านั้น อาจหลายสิบแอมแปร์ | สายวัดร้อนจัด แบตเตอรี่เสียหายหรือไฟลุกได้ |
| ช่อง A คร่อมไฟบ้าน | มหาศาล | ประกายไฟรุนแรง (arc flash) อันตรายถึงชีวิต นี่คือเหตุผลของฟิวส์ HRC และพิกัด CAT |
บทเรียนคือ สายแดงอยู่ช่อง mA หรือ A เมื่อไร ห้ามแตะคร่อมอะไรทั้งสิ้น วางมิเตอร์เข้าไปแทนสายเส้นหนึ่งของวงจรเท่านั้น แบตเตอรี่ลิเทียมควรได้รับความระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้แรงดันต่ำแต่จ่ายกระแสลัดวงจรได้สูงมาก
3. ค่าที่วัดได้ไม่เท่ากับที่คำนวณ: หาเหตุผลให้ได้
หัวข้อที่มีชื่อว่า “3. ค่าที่วัดได้ไม่เท่ากับที่คำนวณ: หาเหตุผลให้ได้”ตัวมิเตอร์เองก็เปลี่ยนวงจร shunt ภายในทำให้มีแรงดันตกคร่อมมิเตอร์ เรียกว่า burden voltage กระแสในวงจรจึงลดลงเล็กน้อยเมื่อใส่มิเตอร์เข้าไป
ตัวอย่าง LED สีแดงจากบทเรียนก่อน (3.3 V, V_f = 2.0 V, R = 270 Ω) คำนวณได้ 4.81 mA ถ้ามิเตอร์ช่อง mA มีความต้านทานรวม 10 Ω (ค่าสมมุติ)
I = 1.3 V / (270 + 10) Ω = 4.64 mA ต่ำกว่าเดิมราว 3.6%ผลนี้ใหญ่ขึ้นเมื่อความต้านทานของวงจรน้อย เช่น วงจร 100 Ω ที่ 3.3 V ควรได้ 33 mA แต่ใส่มิเตอร์ 10 Ω แล้วเหลือ 3.3 / 110 = 30 mA ลดลง 9%
แหล่งความต่างอื่น ๆ ที่ต้องนึกถึงทุกครั้ง
- ความคลาดของตัวต้านทาน ±5% ทำให้ 270 Ω จริงอยู่ได้ตั้งแต่ 256.5 ถึง 283.5 Ω กระแสจึงอยู่ได้ตั้งแต่ 4.59 ถึง 5.07 mA
- แรงดัน 3V3 จริงไม่ใช่ 3.30 V พอดี และ V_f ของ LED ขึ้นกับกระแสและอุณหภูมิ ไม่ใช่ 2.0 V ตายตัว
- ความแม่นยำของมิเตอร์ในโหมดกระแส ซึ่งมักหยาบกว่าโหมดแรงดัน (ดูในคู่มือ)
นิสัยที่ดีคือ คำนวณใหม่ด้วยค่าที่วัดได้จริง (R จากโหมด Ω, แรงดัน 3V3 และ V_f จากโหมดแรงดัน) ก่อนเทียบกับค่าที่มิเตอร์อ่านได้ ถ้าหลังจากนั้นยังต่างเกินกว่าที่ burden และความแม่นยำของเครื่องอธิบายได้ แปลว่ามีอะไรผิดจริง
ตัวอย่างสมบูรณ์
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ตัวอย่างสมบูรณ์”โจทย์ วัดกระแสของวงจร 3V3 → 270 Ω → LED สีแดง → GND ด้วยสองวิธี แล้วอธิบายความต่าง (ตัวเลขข้างล่างเป็นข้อมูลตัวอย่าง ไม่ใช่ผลที่คุณต้องได้)
- วัดค่าจริงก่อน ปิดไฟ วัดตัวต้านทานได้ 268 Ω เปิดไฟ วัด 3V3 ได้ 3.29 V และ V_f ของ LED ได้ 1.98 V
- คำนวณใหม่ (3.29 − 1.98) V / 268 Ω = 4.89 mA
- วิธีที่ 1 วัดแรงดันคร่อมตัวต้านทาน ได้ 1.31 V → 1.31 V / 268 Ω = 4.89 mA ตรงกับที่คำนวณใหม่
- วิธีที่ 2 ต่อมิเตอร์อนุกรม (ปิดไฟ ย้ายสายแดงไปช่อง mA ต่อแทนสายระหว่าง 3V3 กับตัวต้านทาน เปิดไฟ) อ่านได้ 4.71 mA
- อธิบาย ต่างจากวิธีที่ 1 ราว 0.18 mA (3.6%) ถ้ามิเตอร์มีความต้านทานภายในราว 10 Ω จะได้ (3.29 − 1.98) / (268 + 10) = 4.71 mA พอดี ส่วนต่างทั้งหมดอธิบายได้ด้วย burden ของมิเตอร์ ไม่ใช่วงจรผิด
- ปิดงาน ปิดไฟ ต่อวงจรคืน ย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ
ฝึกเติม
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ฝึกเติม”- ต้องการวัดกระแสราว 20 mA และราว 2 A ควรเสียบสายแดงช่องไหนในแต่ละกรณี
- ช่อง mA ของมิเตอร์มีความต้านทานภายใน 5 Ω และฟิวส์ 400 mA ถ้าเผลอแตะสายคร่อมไฟ 3.3 V จะมีกระแสเท่าไร เกิดอะไรขึ้น
- วงจร 3.3 V กับตัวต้านทาน 1 kΩ ควรมีกระแสเท่าไร ถ้าใส่มิเตอร์ที่มีความต้านทานภายใน 10 Ω อนุกรม จะอ่านได้เท่าไร คลาดกี่เปอร์เซ็นต์
- วัดแรงดันคร่อมตัวต้านทาน 100 Ω ได้ 0.47 V กระแสเท่าไร
- LED ที่ 3.3 V มี V_f = 2.0 V ใช้ตัวต้านทาน 330 Ω ±5% กระแสจะอยู่ในช่วงใด
- หลังวัดกระแสเสร็จ คุณหมุนปุ่มไปที่ V⎓ แต่ลืมย้ายสายแดง แล้วแตะคร่อม 3V3 กับ GND จะเกิดอะไรขึ้น
- 20 mA ใช้ช่อง mA 2 A ใช้ช่อง 10A (หรือ A) และวัดไม่เกินเวลาที่คู่มือกำหนด
- 3.3 V / 5 Ω = 0.66 A เกินฟิวส์ 400 mA ฟิวส์ขาด ถ้าฟิวส์ไม่ขาดทันเวลา แหล่งจ่ายอาจถูกลัดวงจรจนร้อนหรือเสียหาย
- 3.3 mA และเมื่อใส่มิเตอร์ได้ 3.3 V / 1010 Ω = 3.27 mA คลาดราว 1% วงจรที่ความต้านทานสูงแบบนี้แทบไม่รู้สึกถึงมิเตอร์
- 0.47 V / 100 Ω = 4.7 mA
- ตัวต้านทานอยู่ระหว่าง 313.5 ถึง 346.5 Ω กระแส 1.3 V / 346.5 Ω = 3.75 mA ถึง 1.3 V / 313.5 Ω = 4.15 mA (ค่ากลาง 3.94 mA)
- สายแดงยังอยู่ช่อง mA ซึ่งต่อกับ shunt ค่าต่ำ ไม่ใช่วงจรวัดแรงดัน การหมุนปุ่มไม่ได้ย้ายทางเดินกระแส ผลคือลัดวงจร 3V3 ผ่านมิเตอร์และฟิวส์น่าจะขาด หลายรุ่นมีเสียงเตือนเมื่อสายอยู่ช่องกระแสแต่หมุนปุ่มไปโหมดอื่น แต่อย่าพึ่งมัน
เช็กความเข้าใจ
หัวข้อที่มีชื่อว่า “เช็กความเข้าใจ”ตอบคำถามใน quiz.yaml ให้ถูกอย่างน้อย 4 ใน 5 ข้อ ข้อ 1 เป็นการเรียงลำดับขั้นตอน ลองเรียงในหัวก่อนดูตัวเลือก
- เตรียม ถอด USB ต่อวงจร 3V3 → 270 Ω (หรือ 330 Ω) → LED สีแดง → GND เว้นช่องว่างไว้หนึ่งจุดระหว่างราง 3V3 กับตัวต้านทาน (ยังไม่ต่อสายตรงนั้น)
- วัดค่าจริง วัดตัวต้านทานในโหมด Ω ก่อนเสียบเข้าวงจร
- ทาย เขียนกระแสที่คาดว่าจะได้ ทั้งแบบใช้ค่าบนตัวและแบบใช้ค่าที่วัดได้
- วิธีที่ 1 ต่อสายจัมเปอร์ปิดช่องว่าง เสียบ USB วัด 3V3, V_R และ V_f คำนวณกระแสจาก V_R / R
- วิธีที่ 2 ถอด USB ถอดสายจัมเปอร์ที่ปิดช่องว่างออก ย้ายสายแดงไปช่อง mA หมุนปุ่มไปโหมดกระแสไฟตรง ต่อสายแดงเข้าราง 3V3 และสายดำเข้าขาตัวต้านทาน เสียบ USB อ่านค่า
- ปิดงานทันที ถอด USB ถอดมิเตอร์ ย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ แล้วค่อยทำข้อถัดไป
- เปลี่ยนเป็น 1 kΩ แล้วทำข้อ 3 ถึง 6 ซ้ำ
| R | กระแสคำนวณ (ค่าบนตัว) | กระแสคำนวณ (ค่าที่วัด) | วิธีที่ 1: V_R / R | วิธีที่ 2: มิเตอร์อนุกรม | ต่าง (%) |
|---|---|---|---|---|---|
| 270 Ω | 4.81 mA | ||||
| 1 kΩ | 1.30 mA |
ตีความผล เปอร์เซ็นต์ความต่างระหว่างวิธีที่ 1 กับวิธีที่ 2 ในวงจร 270 Ω ควรมากกว่าในวงจร 1 kΩ ถ้าเป็นแบบนั้น คุณเพิ่งเห็นผลของ burden voltage ด้วยตาตัวเอง ถ้าคู่มือระบุ burden voltage ของเครื่อง (เช่น เป็น mV ต่อ mA) ลองใช้มันประมาณความต้านทานภายในของช่อง mA แล้วคำนวณผลวิธีที่ 2 ล่วงหน้า
มัลติมิเตอร์ตอบได้ดีว่า “แรงดันหรือกระแสเฉลี่ยเท่าไร” แต่มองไม่เห็นสัญญาณที่เปลี่ยนเร็ว โมดูลถัดไป จับสัญญาณดิจิทัลครั้งแรก เราจะใช้ logic analyzer ดูสัญญาณที่เปลี่ยนเป็นพันเป็นล้านครั้งต่อวินาที
สะท้อนคิด
หัวข้อที่มีชื่อว่า “สะท้อนคิด”ระหว่างวิธีวัดแรงดันคร่อมตัวต้านทานกับวิธีต่อมิเตอร์อนุกรม คุณจะเลือกวิธีไหนเป็นวิธีแรกในงานจริง และมีสถานการณ์ไหนที่ต้องใช้อีกวิธีหนึ่ง
แหล่งอ้างอิง
หัวข้อที่มีชื่อว่า “แหล่งอ้างอิง”คำถามทบทวน
ลองตอบเองก่อน แล้วค่อยเปิดดูเฉลย
-
เรียงขั้นตอนการวัดกระแสของ LED ด้วยมิเตอร์แบบอนุกรมให้ถูกลำดับ (เป้าหมายข้อ 1)
- เปิดไฟแล้วอ่านค่า
- ปิดไฟ
- ย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ
- ย้ายสายแดงไปช่อง mA หมุนปุ่มไปโหมดกระแส แล้วตัดวงจรหนึ่งจุดและต่อมิเตอร์เข้าไปแทน
- ปิดไฟ ถอดมิเตอร์ และต่อวงจรคืน
ดูเฉลย
ลำดับที่ถูก: B. ปิดไฟ → D. ย้ายสายแดงไปช่อง mA หมุนปุ่มไปโหมดกระแส แล้วตัดวงจรหนึ่งจุดและต่อมิเตอร์เข้าไปแทน → A. เปิดไฟแล้วอ่านค่า → E. ปิดไฟ ถอดมิเตอร์ และต่อวงจรคืน → C. ย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ
เปลี่ยนการต่อทุกครั้งตอนปิดไฟ และขั้นสุดท้ายต้องเป็นการย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ เสมอ เพื่อไม่ให้การวัดแรงดันครั้งถัดไปกลายเป็นการลัดวงจร
-
จะวัดกระแสราว 5 mA ของ LED ต้องเสียบสายแดงช่องไหน และต่อมิเตอร์อย่างไร (เป้าหมายข้อ 1)
- ช่อง VΩ ต่อคร่อม LED
- ช่อง mA ต่ออนุกรมแทนสายเส้นหนึ่งของวงจร
- ช่อง 10A ต่อคร่อมแหล่งจ่าย
- ช่อง COM ต่อขนานกับตัวต้านทาน
ดูเฉลย
คำตอบ: B. ช่อง mA ต่ออนุกรมแทนสายเส้นหนึ่งของวงจร
กระแสต้องไหลผ่านมิเตอร์ จึงต้องตัดวงจรแล้วต่ออนุกรม และ 5 mA อยู่ในย่านของช่อง mA ซึ่งมีฟิวส์ขนาดเล็กป้องกัน
-
ทำไมการแตะสายวัดคร่อมแหล่งจ่ายขณะมิเตอร์อยู่ในโหมดกระแสจึงอันตราย (เป้าหมายข้อ 2)
- เพราะมิเตอร์จะแสดงค่าติดลบ
- เพราะในโหมดกระแส มิเตอร์มีความต้านทานภายในต่ำมาก จึงเท่ากับลัดวงจรแหล่งจ่าย กระแสสูงทำให้ฟิวส์ขาดหรือเกิดความเสียหาย
- เพราะมิเตอร์จะวัดแรงดันได้ไม่แม่น
- ไม่อันตราย มิเตอร์จะเปลี่ยนเป็นโหมดแรงดันเอง
ดูเฉลย
คำตอบ: B. เพราะในโหมดกระแส มิเตอร์มีความต้านทานภายในต่ำมาก จึงเท่ากับลัดวงจรแหล่งจ่าย กระแสสูงทำให้ฟิวส์ขาดหรือเกิดความเสียหาย
shunt ภายในมีค่าเพียงไม่กี่โอห์มหรือต่ำกว่านั้น เช่น 5 Ω คร่อม 3.3 V ได้ 0.66 A เกินฟิวส์ช่อง mA ส่วนแหล่งจ่ายกระแสสูงอย่างแบตเตอรี่ลิเทียมหรือไฟบ้าน อาจทำให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟรุนแรง
-
นิสัยใดช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากโหมดวัดกระแส (เลือกได้มากกว่าหนึ่งข้อ) (เป้าหมายข้อ 2)
- ย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ ทันทีหลังวัดกระแสเสร็จ
- ถ้าไม่รู้ขนาดกระแส เริ่มจากช่องและย่านที่ใหญ่ที่สุดก่อน
- วัดกระแสโดยแตะสายคร่อมชิ้นส่วนแบบเดียวกับวัดแรงดัน
- ใช้วิธีวัดแรงดันคร่อมตัวต้านทานที่รู้ค่าแทน เมื่อทำได้
ดูเฉลย
คำตอบ: A. ย้ายสายแดงกลับช่อง VΩ ทันทีหลังวัดกระแสเสร็จ · B. ถ้าไม่รู้ขนาดกระแส เริ่มจากช่องและย่านที่ใหญ่ที่สุดก่อน · D. ใช้วิธีวัดแรงดันคร่อมตัวต้านทานที่รู้ค่าแทน เมื่อทำได้
การแตะคร่อมในโหมดกระแสคือความผิดพลาดที่ทำให้ฟิวส์ขาด การวัดแรงดันคร่อมตัวต้านทานแล้วใช้ I = V / R ไม่ต้องย้ายสายและไม่ต้องตัดวงจร จึงปลอดภัยที่สุด
-
คำนวณกระแส LED ได้ 4.81 mA แต่ต่อมิเตอร์อนุกรมวัดได้ 4.64 mA คำอธิบายใดสมเหตุสมผลที่สุด (เป้าหมายข้อ 3)
- LED เสีย
- มิเตอร์เสีย ต้องเปลี่ยนเครื่อง
- ความต้านทานภายในของมิเตอร์ (burden) รวมกับความคลาดของตัวต้านทานและแรงดันจริงที่ไม่ตรงค่าบนกระดาษ
- กฎของโอห์มใช้กับ LED ไม่ได้
ดูเฉลย
คำตอบ: C. ความต้านทานภายในของมิเตอร์ (burden) รวมกับความคลาดของตัวต้านทานและแรงดันจริงที่ไม่ตรงค่าบนกระดาษ
ต่างกันราว 3.5% ซึ่งอยู่ในขนาดที่ burden ของมิเตอร์ (เช่น 10 Ω ในวงจร 270 Ω) และตัวต้านทาน ±5% อธิบายได้ วิธีตรวจคือคำนวณใหม่ด้วยค่าที่วัดได้จริงแล้วเทียบอีกครั้ง
อ้างอิงบทเรียนนี้
ถ้านำบทเรียนนี้ไปสอน ทำสไลด์ หรือทำเอกสารต่อ ให้อ้างอิงด้วยข้อความนี้ ถ้าดัดแปลงเนื้อหา ให้เติม (ดัดแปลง)ต่อท้ายชื่อบทเรียน
"วัดกระแสอย่างปลอดภัย" จาก TESA Open Knowledge โดยสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (Thai Embedded Systems Association: TESA) https://github.com/tesaiot/tesa-qualification-program สัญญาอนุญาต CC BY-NC 4.0
ข้อความอ้างอิงภาษาอังกฤษ: "Measuring current safely" from TESA Open Knowledge by the Thai Embedded Systems Association (TESA), https://github.com/tesaiot/tesa-qualification-program, licensed under CC BY-NC 4.0
ลิงก์บทเรียน: https://tesaiot.github.io/tesa-qualification-program/courses/electronics-and-instruments/m03-multimeter/l02-current-safely/
TESA Open Knowledge · © 2026 สมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) · CC BY-NC 4.0
เนื้อหาเผยแพร่ภายใต้ CC BY-NC 4.0 นำไปใช้ต่อในงานที่ไม่ใช่เพื่อการค้าได้ โปรดอ้างอิงสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) ทุกครั้ง · วิธีอ้างอิง TESA